นานมาแล้วมีตาแก่คนหนึ่งอาศัยอยู่กับหลาน ผู้กำพร้าพ่อแม่ และตาแก่เลี้ยงมาด้วยความรักทนุถนอม ตั้งแต่เล็กจนโต สองคนตาหลานจะไปไหนมาไหนด้วยกัน กินด้วยก้น ไม่เคยแยกจากกัยเลย ผู้เป็นหลานมีแววฉลาดมาตั้งแต่เด็ก เมื่อเล็กๆก็ช่างพูด ถามโน่มถามนี่อยู่ตลอดเวลา เป็นอยู่อย่างนี้จนอายุสมควรมีครอบครัว
วันหนึ่งขณะที่ตานั่งคุยอยู่กับหลานที่นอกชาน
หลานเอ่ยขึ้นว่า "ตา ฉันมีเรื่องจะปรึกษาตาสักหน่อย"
ตา "เอาเลย อ้ายหนู"
หลาน "ฉันก็อยู่กับตามาตั้งนานแล้ว มีความสุขสบายทุกอย่าง มาบัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ฉันควรจะแต่งงาน หาหลานสะใภ้มาช่วยดูแลปฎิบัติตา"
ตา "ก็ดี แล้วเองจะปรึกษาอะไรตา"
หลาน "ฉันอยากมีผู้หญิงดีๆ จึงอยากปรึกษาตาว่า ทำอย่างไรจึงจะรู้ว่าเขาดี ตาจะแนะนำฉันอย่างไร ฉันจะทำอย่างนั้นจ๊ะตา เพราะตาเห็นดีเห็นชั่วมานาน"
ตา "ก็แล้วแต่เอ็ง จะเชื่อหรือไม่เชื่อข้าก็ตามใจเอ็ง"
หลาน "เชื่อสิจ๊ะ ตา"
ตา "เอาเถอะข้าจะบอกให้ โบราณว่าเขาถือ ผู้ชายจะต้องหลีกเลี่ยงผู้หญิง 8 ชนิดด้วยกัน
หลาน "มีอะไรมั่งเล่าตา..."
ตา "เอ็งจะไปรักผู้หญิง เอ็งต้องดูให้ดีว่าเขามีลักษณะ 8 อย่างที่ว่านี้ไหม อย่างที่ท่านเรียกว่า หญิงยัง ตะพังใหญ่ ไต่คำผัง ยกครัวลงล่าง อ้างม้าเหาะ ฉอเลาะพันบ้าน อ่านฝีมือ ถือคันชั่ง "
หลาน "ฉันก็ยังงอยู่นะตา ผู้หญิง 8 ชนิด ที่ว่านี้เป็นอย่างไร ตาช่วยอธิบายหน่อยสิจ๊ะตา"
ตาจะอธิบายให้ฟังก็ได้
หญิงยัง เป็นอย่างนี้ ใครเขาวานอะไรก็ต้องตามคอยคุม คอยทวงถามเอาเอง ถ้าพ่อแม่ถามว่า อีหนูทำนั่นหรือยัง ตักน้ำหรือยัง หุงข้าวหรือยัง ถูบ้านหรือยัง จะตอบว่ายังทุกทีไป ผัดผ่อนอยู่อย่างนั้น วันหนึ่งๆไม่มีอะไรเสร็จได้เลย
ทีนี้ผู้หญิงตะพังใหญ่ คือพวกคุยมั่งคุยมี ทางผัวก็มั่งมี ทางตัวก็มั่งมี คนอื่นจนหมด
ส่วนผู้หญิงไต่คำผัง คือผู้หญิงที่ชอบทิ้งบ้าน เกาะติดผัวแจ ไปไหนก็ต้องไปด้วย คุยกับใครก็ไปนั่งร่วมวงด้วย บ้านเรือนเป็นอย่างไรก็ช่าง ตามผัวทุกฝีก้าว ทุกนาที..."
หลาน "แล้วผู้หญิงที่ยกครัวลงล่าง ล่ะตาเป็นอย่างไร"
ตา "ก็ผู้หญิงที่ไม่ดูแลบ้านให้สมบรูณ์ จะทำอะไรก็วิ่งขอชาวบ้าน จะแกงก็ต้องวิ่งไปขอเกลือขอน้ำปลา จะตำน้ำพริกก็ขาดกระเทียม จนเพื่อนบ้านระอาใจ
ส่วนที่ว่า อ้างม้าเหาะ ก็พวกกระโดกกระเดก จะเดินจะเหิร ก็เตะโน่นชนนี่ กรายหัวผู้ใหญ่ ไร้มารยาท ถือถ้วยชามก็ตกแตก ไม่เรียบร้อยเอาเสียเลย
พวกฉอเลาะพันบ้าน ก็พวกที่อยู่บ้านไม่ติด ไปนั่งคุยบ้านโน้นบ้านนี้ทั้งวัน พูดจริงบ้างไม่จริงบ้างไปวันๆ เข้าบ้านโน้นก็เอาเรื่องบ้านนี้ไปเล่า แปลงเรื่องมั่ง ต่อเติมมั่ง ทำให้เพื่อนบ้านทะเลาะกัน ความชั่วของตนไม่เคยเห็น เห็นแต่ความชั่วของคนอื่น นินทาเป็นอาจินต์ หมดบ้านจะไปนั่งคุยก็หาเรื่องเที่ยว ดูหนังดูลิเก สักแต่ขอให้ออกจากบ้านเป็นพอใจ ผู้หญิงอย่างนี้ก่อความหนักใจให้ผัว ชาวบ้านครหา ทำให้ครอบครัวไม่สงบสุข เสียถึงผัวด้วย..."
ตาเล่าจนคอแห้ง หลานต้องยกน้ำฝนมาให้ดื่ม แล้วก็นั่งเฉยอยู่
หลาน "ตาจ๊ะ ยังไม่ครบ 8 ชนิดเลยนะ เพิ่งได้ 7 เอง ยังขาดอ่านฝ่ามือ อีกพวกหนึ่งนะตา"
ตา "เออน่า ข้าไม่ได้ลืมหรอก ให้ข้าพักสักครู่ ไม่ได้เชียวหรือเอ็ง"
หลาน "แหม...อีกอย่างเดียวเท่านั้นนะตา"
ตา "เอา เอาก็เอา พวกอ่านฝ่ามือเป็นอย่างนี้ พวกถึงมือถึงตัว ไม่สำรวม พูดกับใครต้องจับมือถือแขนไปหมด ตีหยอกตบหลัง หยิกข่วน ปากว่ามือถึงทีเดียว ดูเหมือนให้ท่า หลุกหลิก ไม่ระวังตัว ไม่สำรวม นั่งยืนไม่เรียบร้อย พูดจาไม่ระวังคำพูด อะไรควรอะไรไม่ควร เอ็งระวังให้ดี"
หลาน "ที่ตาบอกฉันนี่ มีประโยชน์เหลือเกินจ๊ะตา ฉันจะจำไว้จ๊ะตา..."
ตา "ยังก่อนอ้ายหนู นี่มันเพิ่ง 7 ชนิดเองนะ ยังเหลือพวกสุดท้ายอีกชนิดหนึ่ง
พวกถือคันชั่ง ไง เอ็งลืมแล้วหรือ พวกถือคันชั่งน่ะ พวกนี้ชอบพูดแต่ว่า ช่างเถอะ จนติดปาก เอะอะอะไรก็ช่างเถอะ จะโง่ก็ไม่เชิง ฉลาดก็ไม่เชิง ใครทำอะไรก็ช่าง ผัวหายไป 2-3 วันก็เฉยก็ช่าง ผัวกินข้าวหรือยังก็ช่าง เงินทองจะหมดก็ช่าง จะรวยจะจนก็ช่าง ไม่ชอบคิดไม่ชอบปรึกษาใคร เป็นที่พึ่งไม่ได้เลย ..."
หลาน "แหม วันนี้ฉันได้หลักที่เป็นประโยชน์จริงๆ "
ตา "ถ้าชายใดหาหญิงมาแต่งงานกับตน แล้วหลีกเลี่ยงทั้ง 8 ชนิดนี้ได้ ท่านว่าเป็นสุข 7 ประการ คือ
1. อายุยืนยาว
2. จะมีอำนาจและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
3.จะเพิ่มพูนทรัพย์สมบัติ
4. เป็นที่เชิดหน้าชูตาของวงศ์สกุล
5. ปราศจากโรคภัย
6. เกิดสติปัญญา และคิดดี
7. สุดท้ายจะทำให้รูปลักษณะงาม เป็นที่น่าเลื่อมใส ศรัทธาแก่ผู้ที่ได้พบเห็น
หากหลานของตาหลบเลี่ยงผู้หญิงทั้ง 8 จำพวกนี้ได้ ตาก็หมดห่วง ถึงตายก็ตายตาหลับ ไม่ตายก็มีความสุข เพราะได้หลานสะใภ้ดี ขอให้หลานจำเริญๆ เถอะ..."
ผู้เป็นหลานก้มกราบตาด้วยความขอบคุณ และซาบซึ้งในบุญคุณ รับปากว่าจะปฎิบัติตามหลักที่ตาให้ไว้ อย่างเคร่งครัด จนในที่สุดก็เลือกได้ผู้หญิงที่ถูกลักษณะ และเป็นผู้หญิงที่ปราศจากโทษลักษณะ 8 ประการดังกล่าว ครอบครัวตาหลานและสะใภ้ จึงได้อยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุขต่อไปอีกนาน.
ที่มา : นิทานชาวบ้าน
วันศุกร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2554
วันอังคารที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วิธีทำความสะอาด..หอย(แครง)ค่ะ

หอยแครงสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด อาทิ ลวก,ย่าง,ยำ,แกงเผ็ด เป็นต้น แต่ปัญหาหนึ่งซึ่งพบบ่อย ถือเป็นอุปสรรคต่อการบริโภค คือ เมื่อนำไปย่าง หรือ ลวกทั้งเปลือกเวลาแกะออกมามักจะพบดิน ซึ่งติดอยู่ด้านใน นั่นเพราะธรรมชาติของหอยแครงอาศัยอยู่ในดินเลนนั่นเอง
วิธีทำความสะอาด
หลังจากซื้อแล้ว ให้ล้างทำความสะอาดเปลือกด้านนอก จากนั้นเทใส่ภาชนะ รินน้ำให้ท่วมตัวหอยแครง โขลกพริกขี้หนูสดพอแหลก 1 กำมือใส่ลงไป ทิ้งไว้ประมาณ 15-30 นาที ความเผ็ดจะทำให้หอยแครงคายดิน ออกมา จากนั้นล้างทำความสะอาดอีกครั้ง แล้วนำไปประกอบอาหารได้ตามต้องการ
วันศุกร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
อาหารต้องห้าม ขณะท้องว่าง
อาหารต้องห้าม ขณะท้องว่าง
รู้หรือไม่เวลาท้องว่างหรือกำลังหิวมากๆ ไม่ควรรับประทานอาหารชนิดใดบ้าง เพราะนั่นหมายถึงอันตราย
ที่กำลังจะเกิดกับร่างกายของคุณ จึงขอนำเรื่องอาหารต้องห้าม 7 ชนิดมาฝาก
1. นมและนมถั่วเหลือง
ถ้าต้องการดื่มก็ควรมีอาหารประเภทแป้งอยู่ด้วย เพราะในบางคนที่มีภาวะบกพร่องเอนไซม์แล็กเทส ซึ่งช่วยย่อยน้ำตาลที่มีอยู่ในนม เมื่อดื่มนมวัวแล้วจะส่งผลทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานผิดปกติ จนทำให้ท้องเสียได้
2. กล้วย
กล้วยอุดมไปด้วยธาตุแมกนีเซียม การรับประทานกล้วยขณะท้องว่าง จะทำให้ปริมาณแมกนีเซียมในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียมไปเป็นการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ
3. ของหวาน
ของหวานต่างๆรวมถึงน้ำอัดลมและช๊อกโกแลต เพราะหากรับประทานขณะท้องว่าง จะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาลส่งผลต่อการดูดโปรตีนทุกชนิด และลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนโลหิตและไต
4. ชา
น้ำชาแก่ทำให้กรดเกลือในน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง ส่งผลให้การทำงานของระบบย่อยอาหารลดลง และเกิดอาการใจสั่น เวียนศรีษะ มือเท้าไม่มีแรง
5. เหล้าและกระเทียม
เหล้าและกระเทียม เพราะทั้งสองอย่างจะไปกระตุ้นเยื่อบุกระเพาอาหาร ทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้
6. ลูกพลับ
ลูกพลับจะเป็นตัวกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดเกลือออกมามาก ทำให้เจ็บหน้าอก คลื่นไส้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร
ผักบางคนอาจคิดว่าการทารผักเยอะๆ แทนข้าว โดยเฉพาะคนที่ต้องการลดความอ้วนนั้น เป็นความคิดที่ผิดและไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนแล้ว การรับประทานผักอย่างเดียวขณะท้องว่าง จะทำให้อืดท้อง
ทางที่ดีอย่าปล่อยให้ท้องว่างเป็นดีที่สุด
วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
น้ำมะพร้าว..ประโยชน์ที่คาดไม่ถึง

ประโยชน์ของน้ำมะพร้าว
1. อุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด
น้ำมะพร้าวถือเป็นเครื่องดื่มเกลือแร่จากธรรมชาติ (Natural Mineral Drink) เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลายชนิด เช่น โพแทสเซียม เหล็ก โซเดียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ทองแดง กรดอะมิโน กรดอินทรีย์ และวิตามินบี แถมยังมีน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานได้ทันทีอีกด้วย + ชะลออาการอัลไซเมอร์ คงคิดไม่ถึงละสิว่าการดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันจะช่วยชะลออาการอัลไซเมอร์ได้ จากผลงานวิจัยของ ดร.นิซาอูดะห์ ระเด่นอาหมัด อาจารย์ประจำภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า ในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนคล้ายฮอร์โมนเพศหญิงหรือเอสโตรเจนสูง ซึ่งมีผลช่วยชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อมในสตรีวัยทอง นอกจากนี้ การดื่ม น้ำมะพร้าวเป็นประจำทุกวันยังสามารถช่วยสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วขึ้นกว่าปกติ และไม่ทิ้งรอยแผลเป็นให้กวนใจอีกด้วยค่ะ
2. ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง
การปรนนิบัติผิวสวยด้วยการดื่มน้ำมะพร้าวถือเป็นจุดเด่นที่ไม่ควรมองข้าม เพราะน้ำมะพร้าวสามารถช่วยเสริมสร้างความสวยใสของผิวพรรณ ทำให้เปล่งปลั่งและขาวนวลขึ้นจากภายในสู่ภายนอก เพราะในน้ำมะพร้าวมีเอสโตรเจนอยู่ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น และชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ค่ะ ไม่เพียงเท่านี้นะคะ ในน้ำมะพร้าวยังสามารถกระตุ้นการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ได้ดี แถมยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกาย (คล้ายๆ กับการดีท็อกซ์นั่นแหละ) จึงช่วยให้ผิวพรรณผ่องใส อีกทั้งความเป็นด่างของน้ำมะพร้าวยังช่วยปรับสมดุลของร่างกายในช่วงที่มีความเป็นกรดสูง ทำให้กลไกการทำงานของระบบภายในเป็นปกติ ส่งผลให้มีสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก
3. สปอร์ตดริ๊งค์จากธรรมชาติ
เนื่องจากน้ำมะพร้าวมีปริมาณเกลือแร่ที่จำเป็นสูง รวมทั้งมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาความอ่อนเพลียเนื่องจากอาการท้องเสียหรือท้องร่วงได้ จึงจัดเป็นสปอร์ตดริ๊งค์ (Sport Drink) สามารถดื่มหลังการสูญเสียเหงื่อจากการเล่นกีฬาหรือออกกำลังกาย นอกจากนี้ ในประเทศไต้หวันและประเทศจีน ยังนิยมดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อลดอาการเมาหลังการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อีกด้วย
วันศุกร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
เป็ดตัวสุดท้าย

เป็ดตัวสุดท้าย...
มีคนเคยบอกว่า “อย่าคิดว่าลูกเป็ดตัวสุดท้ายในเล้า เป็นลูกเป็ดที่ขี้เหร่ที่สุด”
ฟาร์มเป็ดบอกขายลูกเป็ดเพิ่งเกิดใหม่ ผู้คนต่างเดินทางมาจากทุกสารทิศเพื่อเลือกซื้อเป็ดที่ดีที่สุดไปเป็นแม่พันธุ์ เป็ดแต่ละตัวได้ถูกตั้งราคาไปตามเกณฑ์มาตรฐาน วันที่หนึ่งผ่านไป มีลูกเป็ดหลายตัวถูกซื้อไปจำนวนลูกเป็ดในเล้าที่บอกขายลดน้อยลง ยิ่งหลายวันเข้าจำนวนลูกเป็ดก็น้อยลงไปเต็มที ลูกเป็ดตัวท้าย ๆ เริ่มมีอาการหงอยเหงา เศร้าใจอย่างยิ่งที่เห็นเพื่อน ๆ ที่เกิดมาพร้อม ๆ กัน ต้องถูกเลือกไปทีละตัว ๆ ในที่สุดก็เหลือลูกเป็ดตัวสุดท้าย...
ลูกเป็ดตัวสุดท้ายนั่งร้องไห้อย่างโดดเดี่ยว ลูกเป็ดก้มลงมองเงาของตัวเองในชามใสน้ำที่มุมหนึ่งของเล้าเป็ด แล้วโทษตัวเอง “ฉันขี้เหร่ที่สุดใช่ไหม? ทำไมพวกเขาถึงไม่เลือกฉัน?” ลูกเป็ดนั่งจมอยู่กับความทุกข์ ที่ไม่ได้เป็นผู้ถูกเลือกเสียทีทุก ๆ วันจะมีผู้คนมาวนเวียนก้มลงดูลูกเป็ดตัวสุดท้ายในเล้า แล้วก็ซุบซิบกับเจ้าของฟาร์มพักใหญ่สุดท้าย ...... ผู้คนเหล่านั้นก็เดินจากไปโดยที่ไม่ได้นำลูกเป็ดตัวสุดท้ายไปลูกเป็ดยิ่งเสียใจ โทษความขี้เหร่ของตัวเอง ตอกย้ำให้ยิ่งเศร้าไปกันใหญ่...
วันหนึ่งหนูนาที่เห็นลูกเป็ดตัวสุดท้ายร้องไห้จนตาแดงก่ำ ทนไม่ได้ที่เห็นลูกเป็ดตัวสุดท้ายนั่งโทษว่าความขี้เหร่ของตัวเองทำให้ไม่มีใครเลือก หนูนาบอกกับลูกเป็ดตัวสุดท้ายว่า “ที่ไม่มีใครเลือกเธอไปเลี้ยง ไม่ใช่ว่าเธอขี้เหร่หรอกนะ แต่เป็นเพราะว่าเจ้าของฟาร์มตั้งราคาเธอไว้สูงกว่าลูกเป็ดตัวอื่น ๆ เท่านั้นเอง พวกคนที่มาเลือกซื้อลูกเป็ดต่างก็มีเงินไม่พอที่จะซื้อเธอไป พวกเขาต่างสนใจในตัวเธอ และอยากได้เธอ เพียงแต่ว่าค่าของเธอมากเกินกว่าที่พวกเค้าจะมีจ่าย เพื่อให้ได้เธอไปเท่านั้นเอง”
การที่ลูกเป็ดตัวสุดท้ายยังไม่ได้ถูกเลือก ไม่ได้หมายความว่า คุณค่าของลูกเป็ดน้อยลงเลยมองกลับกันมันอาจจะมีค่ามากที่สุดในกลุ่มลูกเป็ดทั้งหลายก็ได้ ลูกเป็ดตัวนี้จึงเพียงต้องรอคอยคนที่มีเงินพอจะจ่าย “ค่า” ของลูกเป็ดได้ในขณะเดียวกัน ลูกเป็ดไม่ได้เป็นผู้รอคอย แต่คุณค่าของลูกเป็ดตัวสุดท้ายเป็นข้อกำหนดให้ผู้ที่มีคุณสมบัติคู่ควร จึงจะมีสิทธิ์ได้ลูกเป็ดไปครอบครองเช่นเดียวกันกับ “คุณ”
การที่คุณยังไม่ได้ถูกเลือก นั่นไม่ได้หมายความว่า คุณต้องรอ และเป็นฝ่ายถูกเลือกเพียงฝ่ายเดียว คุณค่าของคุณ เป็นตัวกำหนดผู้ที่คู่ควรกับคุณไว้อยู่แล้ว ผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตคุณมากมาย ย่อมต้องมีหลายคนที่สนใจในตัวคุณ แต่ใช่ว่าเขาเหล่านั้นคู่ควรที่จะได้คุณไปครองเมื่อวันหนึ่ง.... คนที่คู่ควร และมีค่าพอสำหรับคุณเดินเข้ามาในชีวิตคุณ ... คนที่ใช่... เขาจะไม่ปล่อยโอกาสที่จะได้ครอบครองคุณหลุดมือไปอย่างแน่นอนอย่าประเมินค่าของลูก เป็ดตัวสุดท้ายผิดไป !!!!
ฟักทองมีคุณค่ามากกว่าที่คิด
ฟักทองเป็นพืชตระกูลมะระ จัดเป็นไม้เถาขนาดใหญ่ เลื้อยตามดิน ยาว 5-12 เมตร เถา ก้านใบ แผ่นใบ ก้านดอก กลีบเลี้ยง และผลอ่อนมีขนยาว ใบเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว เว้าเป็นหยัก ดอกเดี่ยว ดอกตัวผู้กับตัวเมีย แยกกันแต่อยู่ในเถาเดียวกัน ผิวผลเมื่อยังอ่อนออกสีเขียว เมื่อแก่จะเป็นสีเขียวสลับเหลือง ผิวขรุขระ เปลือกแข็ง เนื้อในสีเหลือง ไส้เส้นใยสีเหลืองนิ่ม มีเมล็ดสีขาวแบน ๆ ติดอยู่จำนวนมาก
เมล็ดฟักทองมีสารชื่อ คิวเคอร์บิติน (cucurbitine) มีฤทธิ์ฆ่าพยาธิตัวตืดได้ เตรียมได้จากเมล็ดฟักทองประมาณ 60 กรัม ทุบให้แตก ผสมกับน้ำตาล นม และน้ำเติมลงไปจนได้ประมาณ 500 มิลลิลิตร แบ่งรับประทาน 3 ครั้ง ห่างกันทุก 2 ชั่วโมง หลังจากให้ยาแล้วประมาณ 2 ชั่วโมงให้รับประทานยาระบายน้ำมันละหุ่ง 2 ช้อนโต๊ะ ส่วนเนื้อฟักทองมีแป้งและน้ำตาลประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ เส้นใย 1 เปอร์เซ็นต์ และมีวิตามินซีในปริมาณสูง นอกจากนั้นยังมีเบต้าแคโรทีนในปริมาณที่สูงมากเช่นกัน
แนะนำส่วนผสมของน้ำฟักทอง
ฟักทองนึ่งสุก 1 ถ้วย
น้ำสะอาด 3 ถ้วย
น้ำตาลทราย 100 กรัม หรือน้ำเชื่อม 1 ถ้วยตวงเ
กลือป่น
วิธีทำ
ปอกเปลือกฟักทอง นึ่งให้สุก ใส่เครื่องปั่นเติมน้ำ ปั่นให้ละเอียด เทใส่ภาชนะนำไปตั้งไฟ เติมน้ำตาลทราย เกลือป่น ชิมรสตามใจชอบ กรองด้วยผ้าขาวบางใส่หม้อตั้งไฟพอเดือด ยกลง จะได้น้ำฟักทองสีเหลือง มีรสหวานมัน เทใส่ขวด นำไปแช่เย็น หรือนำฟักทองไปนึ่งให้สุก แล้วนำมาใส่เครื่องปั่น เติมน้ำ แล้วปั่นให้ละเอียด นำไปตั้งไฟต้มจนเดือด เติมน้ำเชื่อม และเกลือลงไป ชิมรส เมื่อได้รสชาติตามชอบแล้วยกลงกรองด้วยผ้าขาวบาง เราก็จะได้น้ำฟักทองสีเหลืองน่ารับประทาน
คุณค่าทางโภชนาการ
เนื้อฟักทอง มีวิตามินเอสูงมาก มีฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี แป้ง สารสีเหลืองและโปรตีนใบอ่อน มีวิตามินเอสูงเท่ากับเนื้อฟักทอง มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงกว่าในเนื้อดอก มีวิตามินเอ ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส มีวิตามินซีเล็กน้อยเมล็ด มีน้ำมัน แป้ง ฟอสฟอรัส โปรตีนและวิตามิน
สรรพคุณเมล็ด ขับพยาธิตัวตืด ขับปัสสาวะ และบำรุงร่างกายราก บำรุงร่างกาย แก้ไอ ถ่อนพิษของฝิ่นน้ำมันจากเมล็ด บำรุงประสาทเยื่อกลางผล พอกแก้ฟกช้ำ แก้ปวดอักเสบ
ในทางโหราศาสตร์ได้จัดแบ่งราศีเกิดของคนเราตามการหมุนของดวงอาทิตย์ไว้ 12 ราศี แต่ละราศีจะเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิตของแต่ละคน และมีผลต่อร่างกายของคนเรา ซึ่งประกอบไปด้วยธาตุทั้ง 4 คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ บุคคลแต่ละคนจะมีธาตุหนึ่งธาตุใดในร่างกายเด่นชัดออกมา และจะแสดงออกเป็นบุคลิก นิสิยใจคอ อารมณ์ รวมทั้งพฤติกรรมการเลือกบริโภคอาหารให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ได้
วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ผิดเพราะรัก

บางครั้งคนเราก็ต้องเลือกระหว่างความถูกต้องแต่ไม่ถูกใจ
บางครั้งสิ่งที่ถูกใจเราแต่ก็อาจไม่ถูกต้อง
เคยรักคนๆคนหนึ่งมากแต่เค้าไม่ใช่คนที่เราไม่ควรรัก
เพราะเค้าเป็นคนที่ไม่มีสิทธิ์จะรักใครได้อีก
เคยบอกตัวเองหลายครั้งให้หยุดรัก..แต่ไม่เคยทำใจให้หยุดรักได้เลย
เมื่อก่อนเคยคิดว่า ใจตัวเองทำไมจะควบคุมไม่ได้
แต่ตอนนี้ กลับไม่สามารถควบคุมจิตใจได้
ถูกหรือผิด...ทำไมจะไม่รู้
แต่บางครั้ง ชีวิตก็ยอมทำผิด เพราะรักได้
วันนี้สัญญากับตัวเอง จะรักเท่าที่ใจจะรักได้
แต่จะพยายามให้ความรักครั้งนี้ เป็นรักที่ถูกต้อง สำหรับทุกคน
ขอบคุณที่สอนให้ได้รู้จักความรัก....ถึงแม้มันจะเป็นรักสีดำก็ตาม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

